บทความทั้งหมด

ปรับปรุงล่าสุด 11/07/2562
CCA ของแบตเตอรี่ คืออะไร?

CCA ของแบตเตอรี่ คืออะไร?

  •  30 กรกฎาคม 2558

ฮิตกันมากตอนนี้คือกระแสเรื่อง CCA สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ละยี่ห้อต่างก็บอกว่าแบตเตอรี่ของตัวเองมีค่า CCA ที่สูงกว่าคู่แข่ง แล้วไอ้เจ้า CCA นี่มันคืออะไร

CCA ย่อมาจาก Cold Cranking Amp ซึ่งหมายถึงความสามารถในการจ่ายกระแสเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ในสภาวะอากาศหนาว ยิ่งค่า CCA สูงเท่าไหร่ก็แสดงว่ามีกำลังสำหรับสตาร์ทแรงเท่านั้น อุณหภูมิที่ใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานการวัดค่า CCA นั้นแตกต่างกันไปตามแต่มาตรฐาน เช่น ตามมาตรฐานของ IEC คือ -18°C เป็นต้น

การวัดค่า CCA นั้นมีการกำหนดมาจากหลายมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ 1 ลูก ถ้าวัดตามมาตรฐาน SAE ได้ค่า CCA ที่ 450, วัดตาม EN จะได้ 420, วัดตาม IEC จะได้ค่า 290 และวัดตาม DIN จะได้แค่ 255 ดังนั้น ค่าที่แปะไว้บนแบตเตอรี่เป็นมาตรฐานอะไร?

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการวัดค่า CCA ก็คือ ค่าที่วัดได้นี้จะลดน้อยถอยลงตามสภาพแบตเตอรี่ และ สถานะของแบตเตอรี่ เช่น แบตเตอรี่ที่ไฟอ่อนหรือไฟหมด ค่า CCA ที่วัดได้จะน้อยลงแต่เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วค่าที่วัดได้จะมากขึ้น ดังนั้นค่า CCA อย่างเดียวจึงไม่อาจระบุได้ว่าแบตเตอรี่เสียหรือไม่

ส่วนแนวทางการออกแบบแบตเตอรี่ให้มี CCA สูงๆ นั้น คือการออกแบบที่เน้นการเพิ่มความสามารถในการถ่ายโอนประจุระหว่างแผ่นธาตุ + และแผ่นธาตุ – ให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เช่นการเพิ่มจำนวนแผ่นธาตุ การใช้แผ่นกั้นที่บางและมีความพรุนสูง รวมทั้งการออกแบบแผ่นธาตุให้บาง การเพิ่มโครงกริดของแผ่นธาตุ ฯลฯ

ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นคือ อายุงานของแบตเตอรี่ที่ถูกออกแบบเน้นค่า CCA สูงมาก ๆ นั้นจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในบ้านเราที่มีแต่ฤดูร้อน ร้อนมาก และ ร้อนที่สุด

หมายเหตุตรงนี้นิดนึงครับ แบตเตอรี่ทุกชนิดกลัวความร้อนครับ ความร้อนสูงมากแบตเตอรี่จะเสียเร็วครับ แต่แบตเตอรี่ก็ไม่ชอบความหนาวเหมือนกัน เพราะพออากาศเย็นมาก ๆ มันก็จะไม่ค่อยมีแรง นี่เป็นเหตุที่ต้องทดสอบค่า CCA นั่นเอง

คนขับรถในยุคคุณปู่และรุ่นคุณพ่อจะเลือกแบตเตอรี่ที่หนักกว่า แผ่นธาตุหนากว่า เพราะเชื่อว่าจะสามารถใช้งานได้นานกว่า ทนทานกว่า แล้วการออกแบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันมันจะตอบโจทย์เดียวกันได้หรือไม่

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างรถในยุคอดีตกับปัจจุบันคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ นั้นสูงกว่ามาก รถรุ่นใหม่ใช้ระบบหัวฉีด ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ เช่นกระจกไฟฟ้า และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ อีกมาก ดังนั้นจึงมีความต้องการกระแสไฟจากแบตเตอรี่มากขึ้นด้วย

แบตเตอรี่ที่ดีจึงควรมีความสมดุลที่มีกำลังไฟดี (A) และสามารถสตาร์ทได้ดี (CCA) ด้วย หากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ ค่าความจุ (A) ก็เหมือนนักวิ่งมาราธอน ในขณะที่ค่า CCA เหมือนกับนักวิ่ง 100 เมตร ดังนั้น แบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีจึงเหมือนนักไตรกรีฑา (Triathlon) นั่นเอง

ดังนั้นก็ “มัชฌิมาปฏิปทา” ครับ ดูความแรงแล้วก็ดูอายุงานด้วยครับ เพื่อให้คุ้มค่าเงินมากที่สุด คราวต่อไปก่อนเลือกซื้อแบตเตอรี่ลองพิจารณาภาพรวมสักหน่อยก่อนตัดสินใจนะครับ

ฮิตกันมากตอนนี้คือกระแสเรื่อง CCA สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ละยี่ห้อต่างก็บอกว่าแบตเตอรี่ของตัวเองมีค่า CCA ที่สูงกว่าคู่แข่ง แล้วไอ้เจ้า CCA นี่มันคืออะไร

CCA ย่อมาจาก Cold Cranking Amp ซึ่งหมายถึงความสามารถในการจ่ายกระแสเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ในสภาวะอากาศหนาว ยิ่งค่า CCA สูงเท่าไหร่ก็แสดงว่ามีกำลังสำหรับสตาร์ทแรงเท่านั้น อุณหภูมิที่ใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานการวัดค่า CCA นั้นแตกต่างกันไปตามแต่มาตรฐาน เช่น ตามมาตรฐานของ IEC คือ -18°C เป็นต้น

การวัดค่า CCA นั้นมีการกำหนดมาจากหลายมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ 1 ลูก ถ้าวัดตามมาตรฐาน SAE ได้ค่า CCA ที่ 450, วัดตาม EN จะได้ 420, วัดตาม IEC จะได้ค่า 290 และวัดตาม DIN จะได้แค่ 255 ดังนั้น ค่าที่แปะไว้บนแบตเตอรี่เป็นมาตรฐานอะไร?

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการวัดค่า CCA ก็คือ ค่าที่วัดได้นี้จะลดน้อยถอยลงตามสภาพแบตเตอรี่ และ สถานะของแบตเตอรี่ เช่น แบตเตอรี่ที่ไฟอ่อนหรือไฟหมด ค่า CCA ที่วัดได้จะน้อยลงแต่เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วค่าที่วัดได้จะมากขึ้น ดังนั้นค่า CCA อย่างเดียวจึงไม่อาจระบุได้ว่าแบตเตอรี่เสียหรือไม่

ส่วนแนวทางการออกแบบแบตเตอรี่ให้มี CCA สูงๆ นั้น คือการออกแบบที่เน้นการเพิ่มความสามารถในการถ่ายโอนประจุระหว่างแผ่นธาตุ + และแผ่นธาตุ – ให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เช่นการเพิ่มจำนวนแผ่นธาตุ การใช้แผ่นกั้นที่บางและมีความพรุนสูง รวมทั้งการออกแบบแผ่นธาตุให้บาง การเพิ่มโครงกริดของแผ่นธาตุ ฯลฯ

ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นคือ อายุงานของแบตเตอรี่ที่ถูกออกแบบเน้นค่า CCA สูงมาก ๆ นั้นจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในบ้านเราที่มีแต่ฤดูร้อน ร้อนมาก และ ร้อนที่สุด

หมายเหตุตรงนี้นิดนึงครับ แบตเตอรี่ทุกชนิดกลัวความร้อนครับ ความร้อนสูงมากแบตเตอรี่จะเสียเร็วครับ แต่แบตเตอรี่ก็ไม่ชอบความหนาวเหมือนกัน เพราะพออากาศเย็นมาก ๆ มันก็จะไม่ค่อยมีแรง นี่เป็นเหตุที่ต้องทดสอบค่า CCA นั่นเอง

คนขับรถในยุคคุณปู่และรุ่นคุณพ่อจะเลือกแบตเตอรี่ที่หนักกว่า แผ่นธาตุหนากว่า เพราะเชื่อว่าจะสามารถใช้งานได้นานกว่า ทนทานกว่า แล้วการออกแบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันมันจะตอบโจทย์เดียวกันได้หรือไม่

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างรถในยุคอดีตกับปัจจุบันคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ นั้นสูงกว่ามาก รถรุ่นใหม่ใช้ระบบหัวฉีด ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ เช่นกระจกไฟฟ้า และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ อีกมาก ดังนั้นจึงมีความต้องการกระแสไฟจากแบตเตอรี่มากขึ้นด้วย

แบตเตอรี่ที่ดีจึงควรมีความสมดุลที่มีกำลังไฟดี (A) และสามารถสตาร์ทได้ดี (CCA) ด้วย หากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ ค่าความจุ (A) ก็เหมือนนักวิ่งมาราธอน ในขณะที่ค่า CCA เหมือนกับนักวิ่ง 100 เมตร ดังนั้น แบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีจึงเหมือนนักไตรกรีฑา (Triathlon) นั่นเอง

ดังนั้นก็ “มัชฌิมาปฏิปทา” ครับ ดูความแรงแล้วก็ดูอายุงานด้วยครับ เพื่อให้คุ้มค่าเงินมากที่สุด คราวต่อไปก่อนเลือกซื้อแบตเตอรี่ลองพิจารณาภาพรวมสักหน่อยก่อนตัดสินใจนะครับ